มันบาปนักหรือที่นกกินหนอนเป็นอาหาร
ก็ผู้ที่เอาแต่สำราญสำรวมโดยไม่ช่วยเหลือ
เพื่อมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากล่ะ
จะไม่มีบาปเลยสักนิดหรือไฉน
ถ้าบาปคือสิ่งที่ล้างได้หรือไม่ได้โดยแน่นอนละก็
บางชีวิตคงเหลิงเจิ่ง บางชีวิตคงเศร้าหมองไม่รู้สิ้น
บาปนั้นคือเหตุที่ดลบันดาลความทุกข์แก่ชีวิต
ย่อมล้างได้บ้างไม่ได้บ้างตามเหตุตามปัจจัย
บาปไม่อาจระบุได้ด้วยการกระทำ
จิตใจของผู้กระทำจึงเป็นเหตุแห่งบาป
เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งริมทาง
อาจเป็นบาปที่ทำลายล้างได้ไม่นานนัก
เมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรไปแล้ว
ถึงแม้ล้างบาปในใจได้หมดลง
แต่ธรรมชาติก็ยังคงอำนาจอยู่
จงขออภัยต่อธรรมชาติ
ด้วยการเริ่มต้นใหม่อย่างอ่อนโยนต่อชีวิต และโลก
ปฏิทิน
นาฬิกา
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
จัดอันดับหนังทำรายได้มากที่สุดในโลก
เกร็ดความรู้รอบตัววันละนิด วันนี้จะมาเสนอเรื่องภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก
หนังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกเรียงตามอันดับคือ
10. Transformer Revenge of the Fallen เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดี ทรานส์ฟอร์มเมอร์ภาค2นั่นเอง ทำรายได้ทั้งสิ้น $402,076,689
9. Spider-man อันนี้ก็รู้จักกันทุกคนอยู่แล้วสำหรับ ไอ้แมงมุมภาค 1 : $403,706,375
8. Pirates of the Caribbean (Dead Man’s Chest) อันนี้ก็ดังมากในไทยอีกเรื่องสำหรับ ไพเรทภาค 2 : $423,032,628
7. Starwars Episode I (สตาร์วอส์ภาคหนึ่ง) : $431,065,444
6. E.T. The Extra Terrestrial อันนี้เชื่อว่าบางคนอาจไม่รู้จักเพราะเป็นหนังเก่า (1982) : $434,949,459
5. Shrek 2 เจ้ายักษ์เขียว 2 คงรู้จักกันอยู่แล้ว : $436,471,036
4. Star Wars ภาค4 นั่นเอง
3. The Dark Knight แบทแมนภาคที่ดังที่สุดนั่นเอง : $533,316,061
2. Titanic หนังอมตะตลอดกาลเรื่องนี้ทำรายได้ไปทั้งสิ้น : $600,779,824
1. Avatar อวตาลเข้าปีเดียวก็ทำรายได้ถล่มทลาย ชนะ titanic ไปเรียบร้อยแล้วด้วยรายได้ $740,916,066
หนังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกเรียงตามอันดับคือ
10. Transformer Revenge of the Fallen เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดี ทรานส์ฟอร์มเมอร์ภาค2นั่นเอง ทำรายได้ทั้งสิ้น $402,076,689
9. Spider-man อันนี้ก็รู้จักกันทุกคนอยู่แล้วสำหรับ ไอ้แมงมุมภาค 1 : $403,706,375
8. Pirates of the Caribbean (Dead Man’s Chest) อันนี้ก็ดังมากในไทยอีกเรื่องสำหรับ ไพเรทภาค 2 : $423,032,628
7. Starwars Episode I (สตาร์วอส์ภาคหนึ่ง) : $431,065,444
6. E.T. The Extra Terrestrial อันนี้เชื่อว่าบางคนอาจไม่รู้จักเพราะเป็นหนังเก่า (1982) : $434,949,459
5. Shrek 2 เจ้ายักษ์เขียว 2 คงรู้จักกันอยู่แล้ว : $436,471,036
4. Star Wars ภาค4 นั่นเอง
3. The Dark Knight แบทแมนภาคที่ดังที่สุดนั่นเอง : $533,316,061
2. Titanic หนังอมตะตลอดกาลเรื่องนี้ทำรายได้ไปทั้งสิ้น : $600,779,824
1. Avatar อวตาลเข้าปีเดียวก็ทำรายได้ถล่มทลาย ชนะ titanic ไปเรียบร้อยแล้วด้วยรายได้ $740,916,066
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
การล้างบาป
มันบาปนักหรือที่นกกินหนอนเป็นอาหาร
ก็ผู้ที่เอาแต่สำราญสำรวมโดยไม่ช่วยเหลือ
เพื่อมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากล่ะ
จะไม่มีบาปเลยสักนิดหรือไฉน
ถ้าบาปคือสิ่งที่ล้างได้หรือไม่ได้โดยแน่นอนละก็
บางชีวิตคงเหลิงเจิ่ง บางชีวิตคงเศร้าหมองไม่รู้สิ้น
บาปนั้นคือเหตุที่ดลบันดาลความทุกข์แก่ชีวิต
ย่อมล้างได้บ้างไม่ได้บ้างตามเหตุตามปัจจัย
บาปไม่อาจระบุได้ด้วยการกระทำ
จิตใจของผู้กระทำจึงเป็นเหตุแห่งบาป
เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งริมทาง
อาจเป็นบาปที่ทำลายล้างได้ไม่นานนัก
เมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรไปแล้ว
ถึงแม้ล้างบาปในใจได้หมดลง
แต่ธรรมชาติก็ยังคงอำนาจอยู่
จงขออภัยต่อธรรมชาติ
ด้วยการเริ่มต้นใหม่อย่างอ่อนโยนต่อชีวิต และโลก
ก็ผู้ที่เอาแต่สำราญสำรวมโดยไม่ช่วยเหลือ
เพื่อมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากล่ะ
จะไม่มีบาปเลยสักนิดหรือไฉน
ถ้าบาปคือสิ่งที่ล้างได้หรือไม่ได้โดยแน่นอนละก็
บางชีวิตคงเหลิงเจิ่ง บางชีวิตคงเศร้าหมองไม่รู้สิ้น
บาปนั้นคือเหตุที่ดลบันดาลความทุกข์แก่ชีวิต
ย่อมล้างได้บ้างไม่ได้บ้างตามเหตุตามปัจจัย
บาปไม่อาจระบุได้ด้วยการกระทำ
จิตใจของผู้กระทำจึงเป็นเหตุแห่งบาป
เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งริมทาง
อาจเป็นบาปที่ทำลายล้างได้ไม่นานนัก
เมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรไปแล้ว
ถึงแม้ล้างบาปในใจได้หมดลง
แต่ธรรมชาติก็ยังคงอำนาจอยู่
จงขออภัยต่อธรรมชาติ
ด้วยการเริ่มต้นใหม่อย่างอ่อนโยนต่อชีวิต และโลก
ผู้นำกับอำนาจ
ถ้าเรามองสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันในอีกมุมมองหนึ่ง เราก็จะพบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันสามารถเป็นกรณีศึกษาชั้นดีในเรื่องของภาวะผู้นำได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายไหนหรือระดับไหนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในครั้งนี้ เรื่องที่น่าสนใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ อำนาจ และอำนาจหน้าที่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะมีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าผู้ที่เป็นผู้นำนั้น นอกเหนือจากบทบาทของความเป็นผู้นำที่มีอยู่แล้ว ผู้นำยังจะต้องมีทั้งอำนาจ หรือ Power ที่จะสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำในเรื่องต่างๆ ตามนโยบายได้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะพบประเด็นน่าสนใจว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่ได้หมายความจะต้องมีอำนาจควบคู่ด้วยเสมอไป ผู้นำนั้นอาจจะเป็นผู้นำเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ แต่อำนาจที่ควรจะมากับตำแหน่งนั้นกลับไม่ได้มากับตัวผู้นำด้วย
ในทฤษฎีทางด้านการจัดการพื้นฐานนั้น เขามีการแบ่งไว้อย่างชัดเจนระหว่างคำว่าอำนาจ และอำนาจหน้าที่ หรือ Power และ Authority โดยอำนาจหน้าที่นั้นจะมาคู่กับตำแหน่งงานต่างๆ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ นั้นควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งมาควบคู่กับการดำรงตำแหน่งต่างๆ ส่วนอำนาจหรือ Power นั้นอาจจะมาคู่กับการมีตำแหน่งงานต่างๆ หรืออยู่กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งงานต่างๆ ก็ได้ เราอาจจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าหลายคนที่ไม่มีตำแหน่งบริหาร ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งงาน แต่เนื่องจากปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีอำนาจที่จะชี้นำหรือขอให้ผู้อื่นสามารถทำงานต่างๆ ตามที่ต้องการได้
ตามหลักการแล้ว บุคคลที่เป็นผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงหรือสูงสุดในองค์กร ควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่หรืออำนาจตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันเราจะพบมากขึ้นว่าผู้ที่เป็นผู้บริหารนั้นมีเพียงแค่หน้าที่แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจ นั้นคือผู้นำกลับไม่มีอำนาจในการสั่งการ หรือ ขับเคลื่อนนโยบายที่กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง คำถามสำคัญก็คือทำไมผู้นำที่ควรจะมีทั้งอำนาจและหน้าที่ กลับมีแต่หน้าที่แต่ไม่มีอำนาจ?? ซึ่งก็นำไปสู่คำถามสำคัญอีกคำถามว่าอำนาจนั้นมาจากที่ใด?? ทำไมอำนาจซึ่งควรจะมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่สำหรับผู้บริหารในบางองค์กรหรือบางท่านแล้ว เมื่อดำรงตำแหน่งกลับไม่มีอำนาจ?? หรือ ทำไมคนบางคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใดๆ ทั้งสิ้น กลับมีอำนาจ สามารถชี้นำ ชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตามและปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองต้องการได้??
เพื่อหาคำตอบต่อคำถามข้างต้น ผมขอชวนทุกท่านมาลองดูจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐดูนะครับ ในแวดวงมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีแต่ตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากในสังคมวิชาการนั้นการที่จะสั่งการผู้อื่นนั้นเป็นไปได้ยาก และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นจะเป็นไปตามวาระ เมื่อหมดวาระจากผู้บริหารแล้วก็กลับลงมาเป็นอาจารย์ธรรมดา แต่สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมี คืออำนาจที่เกิดขึ้นจากบารมีหรือความศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นมักจะเป็นอาจารย์หรือรุ่นพี่ของบรรดาคณาจารย์ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ความดี ความรู้ ความสามารถของผู้บริหารเหล่านั้นก็ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ละท่านมีอำนาจในการสั่งการ หรือ ชี้นำให้คนปฏิบัติตามที่แตกต่างกัน
ทีนี้เมื่อนำกรณีของมหาวิทยาลัยมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็คงพอทำให้เห็นนะครับว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศหรือองค์กรได้นั้น เราไม่สามารถที่จะหวังหรือพึ่งพาต่ออำนาจที่มาพร้อมกับหน้าที่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อำนาจตามหน้าที่ควรที่จะตามมาด้วย แต่เราจะเห็นจากทางปฏิบัติในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชามีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่า อำนาจที่มาตามหน้าที่นั้น อาจจะไม่สามารถใช้ได้
กรณีศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้นำนอกเหนือจากจะหวังพึ่งพาอำนาจตามหน้าที่แล้ว ยังต้องสร้างอำนาจจากแหล่งอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นจากศรัทธา จากบารมี จากความเคารพ ฯลฯ ซึ่งก็มีคำถามต่อครับว่า แล้วอำนาจที่เกิดขึ้นจากศรัทธา บารมี จากความเคารพนั้นมาจากที่ใด?? เราจะพบว่าอำนาจต่างๆ เหล่านี้คงจะต้องใช้เวลาในการสะสมและสร้างพอสมควร อีกทั้งผลงานและความสามารถที่เกิดขึ้นในอดีต รวมทั้งกิจกรรม พฤติกรรม และสิ่งต่างๆ ที่ทำขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อำนาจจากศรัทธา บารมี และความเคารพ
อย่างไรก็ดีคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ อำนาจนั้นสามารถหาซื้อได้หรือไม่? และถ้าอาศัยการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ดีๆ จะนำไปสู่การมีอำนาจหรือไม่? ตามหลักวิชาการแล้ว เงินและการสร้างภาพลักษณ์ไม่ควรจะนำไปสู่อำนาจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเราจะเห็นตัวอย่างมากมายว่าเงินนำไปสู่อำนาจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ไม่มี หรือ ถ้ามีการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ก็จะทำให้คนเข้าใจและรับรู้ว่ามีผลงานในอดีตที่ดี ซึ่งก็จะนำไปสู่อำนาจที่เกิดจากบารมีได้ในที่สุด อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าอำนาจที่เกิดขึ้นจากการซื้อ และการสร้างภาพลักษณ์นั้นไม่ยั่งยืน อำนาจที่จะมีความยั่งยืน ควรจะมาจากความศรัทธา จากบารมี และจากความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องแสวงหาและพัฒนา
ในทฤษฎีทางด้านการจัดการพื้นฐานนั้น เขามีการแบ่งไว้อย่างชัดเจนระหว่างคำว่าอำนาจ และอำนาจหน้าที่ หรือ Power และ Authority โดยอำนาจหน้าที่นั้นจะมาคู่กับตำแหน่งงานต่างๆ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ นั้นควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งมาควบคู่กับการดำรงตำแหน่งต่างๆ ส่วนอำนาจหรือ Power นั้นอาจจะมาคู่กับการมีตำแหน่งงานต่างๆ หรืออยู่กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งงานต่างๆ ก็ได้ เราอาจจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าหลายคนที่ไม่มีตำแหน่งบริหาร ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งงาน แต่เนื่องจากปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีอำนาจที่จะชี้นำหรือขอให้ผู้อื่นสามารถทำงานต่างๆ ตามที่ต้องการได้
ตามหลักการแล้ว บุคคลที่เป็นผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงหรือสูงสุดในองค์กร ควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่หรืออำนาจตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันเราจะพบมากขึ้นว่าผู้ที่เป็นผู้บริหารนั้นมีเพียงแค่หน้าที่แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจ นั้นคือผู้นำกลับไม่มีอำนาจในการสั่งการ หรือ ขับเคลื่อนนโยบายที่กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง คำถามสำคัญก็คือทำไมผู้นำที่ควรจะมีทั้งอำนาจและหน้าที่ กลับมีแต่หน้าที่แต่ไม่มีอำนาจ?? ซึ่งก็นำไปสู่คำถามสำคัญอีกคำถามว่าอำนาจนั้นมาจากที่ใด?? ทำไมอำนาจซึ่งควรจะมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่สำหรับผู้บริหารในบางองค์กรหรือบางท่านแล้ว เมื่อดำรงตำแหน่งกลับไม่มีอำนาจ?? หรือ ทำไมคนบางคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใดๆ ทั้งสิ้น กลับมีอำนาจ สามารถชี้นำ ชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตามและปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองต้องการได้??
เพื่อหาคำตอบต่อคำถามข้างต้น ผมขอชวนทุกท่านมาลองดูจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐดูนะครับ ในแวดวงมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีแต่ตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากในสังคมวิชาการนั้นการที่จะสั่งการผู้อื่นนั้นเป็นไปได้ยาก และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นจะเป็นไปตามวาระ เมื่อหมดวาระจากผู้บริหารแล้วก็กลับลงมาเป็นอาจารย์ธรรมดา แต่สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมี คืออำนาจที่เกิดขึ้นจากบารมีหรือความศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นมักจะเป็นอาจารย์หรือรุ่นพี่ของบรรดาคณาจารย์ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ความดี ความรู้ ความสามารถของผู้บริหารเหล่านั้นก็ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ละท่านมีอำนาจในการสั่งการ หรือ ชี้นำให้คนปฏิบัติตามที่แตกต่างกัน
ทีนี้เมื่อนำกรณีของมหาวิทยาลัยมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็คงพอทำให้เห็นนะครับว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศหรือองค์กรได้นั้น เราไม่สามารถที่จะหวังหรือพึ่งพาต่ออำนาจที่มาพร้อมกับหน้าที่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อำนาจตามหน้าที่ควรที่จะตามมาด้วย แต่เราจะเห็นจากทางปฏิบัติในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชามีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่า อำนาจที่มาตามหน้าที่นั้น อาจจะไม่สามารถใช้ได้
กรณีศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้นำนอกเหนือจากจะหวังพึ่งพาอำนาจตามหน้าที่แล้ว ยังต้องสร้างอำนาจจากแหล่งอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นจากศรัทธา จากบารมี จากความเคารพ ฯลฯ ซึ่งก็มีคำถามต่อครับว่า แล้วอำนาจที่เกิดขึ้นจากศรัทธา บารมี จากความเคารพนั้นมาจากที่ใด?? เราจะพบว่าอำนาจต่างๆ เหล่านี้คงจะต้องใช้เวลาในการสะสมและสร้างพอสมควร อีกทั้งผลงานและความสามารถที่เกิดขึ้นในอดีต รวมทั้งกิจกรรม พฤติกรรม และสิ่งต่างๆ ที่ทำขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อำนาจจากศรัทธา บารมี และความเคารพ
อย่างไรก็ดีคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ อำนาจนั้นสามารถหาซื้อได้หรือไม่? และถ้าอาศัยการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ดีๆ จะนำไปสู่การมีอำนาจหรือไม่? ตามหลักวิชาการแล้ว เงินและการสร้างภาพลักษณ์ไม่ควรจะนำไปสู่อำนาจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเราจะเห็นตัวอย่างมากมายว่าเงินนำไปสู่อำนาจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ไม่มี หรือ ถ้ามีการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ก็จะทำให้คนเข้าใจและรับรู้ว่ามีผลงานในอดีตที่ดี ซึ่งก็จะนำไปสู่อำนาจที่เกิดจากบารมีได้ในที่สุด อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าอำนาจที่เกิดขึ้นจากการซื้อ และการสร้างภาพลักษณ์นั้นไม่ยั่งยืน อำนาจที่จะมีความยั่งยืน ควรจะมาจากความศรัทธา จากบารมี และจากความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องแสวงหาและพัฒนา
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553
ทำไมคนเราถึงแก่......
ทำไมคนเราถึงแก่
มีมากมายหลายวิธีที่คุณจะสามารถบอกเล่าทฤษฎีที่เกี่ยวกับอายุได้ แต่ที่ได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากที่สุด มีแค่ 3 ทฤษฎีเท่านั้น The Genetic Theory: ทฤษฎีหลักพันธุศาสตร์ซึ่งแม้นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายว่า อะไรเป็นตัวแปรทำให้คนดูแตกต่างกันแม้ว่าจะมีอายุเท่ากัน แต่ที่หลักพันธุศาสตร์สามารถยืนยันได้ก็คือ เด็กที่เกิดจากพ่อแม่อายุยืน ก็มักมีอายุยืนยาวนานเหมือนกับพ่อแม่ด้วย รวมทั้งผู้หญิงมักมีอายุยืนกว่าผู้ชาย
The Free Redical Theory: ทฤษฎีอนุมูลอิสระทุกวันนี้มีคนทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสารต่อต้านอนุมูลอิสระมามาก ด้วยการใช้สารต่อต้านแอนตี้ออกซิแดนต์(คล้ายวิตามินอีและดี)เพื่อป้องกันก่อนที่สารดังกล่าวเข้ามาทำร้ายเซลล์ของเรา ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Jeffery Blumberg of Nutrition at Tulfts Univesity กล่าวว่าร่างกายของเราเองก็สามารถสร้างเอนไซม์ผลิตสารต้านอนุมูลอิสระให้ลดน้อยลงไปได้เหมือนกัน แต่อาหารก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเราเสื่อมลงได้ เพราะเดี๋ยวนี้การอดอาหารหรือแม้แต่กินอาหารแบบไม่บันยะบันยัง เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไปโรคต่างๆจะถามหาได้ เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ การเสื่อมของเม็ดสี พาร์กินสัน และอนุมูลอิสระยังโจมตีคอลลาเจนและอิลาสติน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อ จนทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นบนผิวได้
The Hormonal Theory: ทฤษฎีฮอร์โมน เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง วัยหมดประจำเดือน โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ ฯลฯ เกิดขึ้นเพราะระดับของฮอร์โมนลดลง มักเกิดขึ้นกับคนวัย 30 ขึ้นไป และยิ่งใช้ชีวิตรีบเร่ง คุณก็จะแก่เร็วยิ่งขึ้นอีก
น้ำผลไม้ที่ควรดื่ม ตามกรุ๊ปเลือด

คนเลือดกรุ๊ปโอ
ส่วนมากจะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป เพราะจะย่อยยาก เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ
• น้ำสับปะรด
• น้ำลูกพรุน แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิล น้ำส้ม น้ำกะหล่ำปลี
เลือดกรุ๊ปเอ
เรียกว่าตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติและควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป เช่น
• ไส้กรอก
• แฮม เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร
เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอก็คือ
• น้ำแอปพริคอต
• น้ำแคร์รอต
• น้ำเซเลอรี
• น้ำเกรปฟรุต
• น้ำสับปะรด
• น้ำมะนาว เพราะมี วิตามินซีสูง แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำมะละกอ และน้ำมะเขือเทศ
เลือดกรุ๊ปบี
เป็นกรุ๊ปเลือดที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงควรกินอาหารจำพวก
• ผักใบเขียว
• ตับ
• ไข่
• นมไขมันต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ
• น้ำกะหล่ำปลี
• น้ำแครนเบอร์รี่
• น้ำองุ่น
• น้ำมะละกอ
• น้ำสับปะรด เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะ แต่ให้ระวังการดื่มน้ำมะเขือเทศ
เลือดกรุ๊ปเอบี
คนเลือดกรุ๊ปนี้ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น
• บร็อกโคลี่
• เชอร์รี่
• ส้มโอ
• เกรปฟรุต
• กะหล่ำปลี
• และดื่มน้ำแคร์รอต
• น้ำเซเลอรี
•น้ำแครนเบอร์รี่
• น้ำองุ่น
น้ำมะละกอ เพราะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้มเพราะทำให้ย่อยยาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)