ปฏิทิน

< /embed>

นาฬิกา

< /embed>

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

การล้างบาป

มันบาปนักหรือที่นกกินหนอนเป็นอาหาร
ก็ผู้ที่เอาแต่สำราญสำรวมโดยไม่ช่วยเหลือ
เพื่อมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากล่ะ
จะไม่มีบาปเลยสักนิดหรือไฉน

ถ้าบาปคือสิ่งที่ล้างได้หรือไม่ได้โดยแน่นอนละก็
บางชีวิตคงเหลิงเจิ่ง บางชีวิตคงเศร้าหมองไม่รู้สิ้น
บาปนั้นคือเหตุที่ดลบันดาลความทุกข์แก่ชีวิต
ย่อมล้างได้บ้างไม่ได้บ้างตามเหตุตามปัจจัย

บาปไม่อาจระบุได้ด้วยการกระทำ
จิตใจของผู้กระทำจึงเป็นเหตุแห่งบาป
เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งริมทาง
อาจเป็นบาปที่ทำลายล้างได้ไม่นานนัก

เมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรไปแล้ว
ถึงแม้ล้างบาปในใจได้หมดลง
แต่ธรรมชาติก็ยังคงอำนาจอยู่
จงขออภัยต่อธรรมชาติ
ด้วยการเริ่มต้นใหม่อย่างอ่อนโยนต่อชีวิต และโลก

จัดอันดับหนังทำรายได้มากที่สุดในโลก

เกร็ดความรู้รอบตัววันละนิด วันนี้จะมาเสนอเรื่องภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก
หนังที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกเรียงตามอันดับคือ
10. Transformer Revenge of the Fallen เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันดี ทรานส์ฟอร์มเมอร์ภาค2นั่นเอง ทำรายได้ทั้งสิ้น $402,076,689
9. Spider-man อันนี้ก็รู้จักกันทุกคนอยู่แล้วสำหรับ ไอ้แมงมุมภาค 1 : $403,706,375
8. Pirates of the Caribbean (Dead Man’s Chest) อันนี้ก็ดังมากในไทยอีกเรื่องสำหรับ ไพเรทภาค 2 : $423,032,628
7. Starwars Episode I (สตาร์วอส์ภาคหนึ่ง) : $431,065,444
6. E.T. The Extra Terrestrial อันนี้เชื่อว่าบางคนอาจไม่รู้จักเพราะเป็นหนังเก่า (1982) : $434,949,459
5. Shrek 2 เจ้ายักษ์เขียว 2 คงรู้จักกันอยู่แล้ว : $436,471,036
4. Star Wars ภาค4 นั่นเอง
3. The Dark Knight แบทแมนภาคที่ดังที่สุดนั่นเอง : $533,316,061
2. Titanic หนังอมตะตลอดกาลเรื่องนี้ทำรายได้ไปทั้งสิ้น : $600,779,824
1. Avatar อวตาลเข้าปีเดียวก็ทำรายได้ถล่มทลาย ชนะ titanic ไปเรียบร้อยแล้วด้วยรายได้ $740,916,066

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

การล้างบาป

มันบาปนักหรือที่นกกินหนอนเป็นอาหาร
ก็ผู้ที่เอาแต่สำราญสำรวมโดยไม่ช่วยเหลือ
เพื่อมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากล่ะ
จะไม่มีบาปเลยสักนิดหรือไฉน

ถ้าบาปคือสิ่งที่ล้างได้หรือไม่ได้โดยแน่นอนละก็
บางชีวิตคงเหลิงเจิ่ง บางชีวิตคงเศร้าหมองไม่รู้สิ้น
บาปนั้นคือเหตุที่ดลบันดาลความทุกข์แก่ชีวิต
ย่อมล้างได้บ้างไม่ได้บ้างตามเหตุตามปัจจัย

บาปไม่อาจระบุได้ด้วยการกระทำ
จิตใจของผู้กระทำจึงเป็นเหตุแห่งบาป
เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งริมทาง
อาจเป็นบาปที่ทำลายล้างได้ไม่นานนัก

เมื่อกระทำในสิ่งที่ไม่สมควรไปแล้ว
ถึงแม้ล้างบาปในใจได้หมดลง
แต่ธรรมชาติก็ยังคงอำนาจอยู่
จงขออภัยต่อธรรมชาติ
ด้วยการเริ่มต้นใหม่อย่างอ่อนโยนต่อชีวิต และโลก

ผู้นำกับอำนาจ

ถ้าเรามองสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันในอีกมุมมองหนึ่ง เราก็จะพบว่าสถานการณ์ในปัจจุบันสามารถเป็นกรณีศึกษาชั้นดีในเรื่องของภาวะผู้นำได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายไหนหรือระดับไหนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในครั้งนี้ เรื่องที่น่าสนใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ อำนาจ และอำนาจหน้าที่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะมีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าผู้ที่เป็นผู้นำนั้น นอกเหนือจากบทบาทของความเป็นผู้นำที่มีอยู่แล้ว ผู้นำยังจะต้องมีทั้งอำนาจ หรือ Power ที่จะสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทำในเรื่องต่างๆ ตามนโยบายได้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราจะพบประเด็นน่าสนใจว่าการเป็นผู้นำนั้นไม่ได้หมายความจะต้องมีอำนาจควบคู่ด้วยเสมอไป ผู้นำนั้นอาจจะเป็นผู้นำเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ แต่อำนาจที่ควรจะมากับตำแหน่งนั้นกลับไม่ได้มากับตัวผู้นำด้วย

ในทฤษฎีทางด้านการจัดการพื้นฐานนั้น เขามีการแบ่งไว้อย่างชัดเจนระหว่างคำว่าอำนาจ และอำนาจหน้าที่ หรือ Power และ Authority โดยอำนาจหน้าที่นั้นจะมาคู่กับตำแหน่งงานต่างๆ โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ นั้นควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่ ซึ่งมาควบคู่กับการดำรงตำแหน่งต่างๆ ส่วนอำนาจหรือ Power นั้นอาจจะมาคู่กับการมีตำแหน่งงานต่างๆ หรืออยู่กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งงานต่างๆ ก็ได้ เราอาจจะเห็นได้บ่อยๆ ว่าหลายคนที่ไม่มีตำแหน่งบริหาร ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งงาน แต่เนื่องจากปัจจัยอื่นๆ ทำให้มีอำนาจที่จะชี้นำหรือขอให้ผู้อื่นสามารถทำงานต่างๆ ตามที่ต้องการได้

ตามหลักการแล้ว บุคคลที่เป็นผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงหรือสูงสุดในองค์กร ควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่หรืออำนาจตามหน้าที่ แต่ปัจจุบันเราจะพบมากขึ้นว่าผู้ที่เป็นผู้บริหารนั้นมีเพียงแค่หน้าที่แต่สิ่งที่หายไปคืออำนาจ นั้นคือผู้นำกลับไม่มีอำนาจในการสั่งการ หรือ ขับเคลื่อนนโยบายที่กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง คำถามสำคัญก็คือทำไมผู้นำที่ควรจะมีทั้งอำนาจและหน้าที่ กลับมีแต่หน้าที่แต่ไม่มีอำนาจ?? ซึ่งก็นำไปสู่คำถามสำคัญอีกคำถามว่าอำนาจนั้นมาจากที่ใด?? ทำไมอำนาจซึ่งควรจะมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่สำหรับผู้บริหารในบางองค์กรหรือบางท่านแล้ว เมื่อดำรงตำแหน่งกลับไม่มีอำนาจ?? หรือ ทำไมคนบางคนที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานใดๆ ทั้งสิ้น กลับมีอำนาจ สามารถชี้นำ ชักจูงผู้อื่นให้คล้อยตามและปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองต้องการได้??

เพื่อหาคำตอบต่อคำถามข้างต้น ผมขอชวนทุกท่านมาลองดูจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐดูนะครับ ในแวดวงมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นมีแต่ตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากในสังคมวิชาการนั้นการที่จะสั่งการผู้อื่นนั้นเป็นไปได้ยาก และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นจะเป็นไปตามวาระ เมื่อหมดวาระจากผู้บริหารแล้วก็กลับลงมาเป็นอาจารย์ธรรมดา แต่สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากมี คืออำนาจที่เกิดขึ้นจากบารมีหรือความศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนั้นมักจะเป็นอาจารย์หรือรุ่นพี่ของบรรดาคณาจารย์ทั่วๆ ไป นอกจากนี้ความดี ความรู้ ความสามารถของผู้บริหารเหล่านั้นก็ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ละท่านมีอำนาจในการสั่งการ หรือ ชี้นำให้คนปฏิบัติตามที่แตกต่างกัน

ทีนี้เมื่อนำกรณีของมหาวิทยาลัยมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ก็คงพอทำให้เห็นนะครับว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศหรือองค์กรได้นั้น เราไม่สามารถที่จะหวังหรือพึ่งพาต่ออำนาจที่มาพร้อมกับหน้าที่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำ อำนาจตามหน้าที่ควรที่จะตามมาด้วย แต่เราจะเห็นจากทางปฏิบัติในสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชามีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่า อำนาจที่มาตามหน้าที่นั้น อาจจะไม่สามารถใช้ได้

กรณีศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าผู้นำนอกเหนือจากจะหวังพึ่งพาอำนาจตามหน้าที่แล้ว ยังต้องสร้างอำนาจจากแหล่งอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นจากศรัทธา จากบารมี จากความเคารพ ฯลฯ ซึ่งก็มีคำถามต่อครับว่า แล้วอำนาจที่เกิดขึ้นจากศรัทธา บารมี จากความเคารพนั้นมาจากที่ใด?? เราจะพบว่าอำนาจต่างๆ เหล่านี้คงจะต้องใช้เวลาในการสะสมและสร้างพอสมควร อีกทั้งผลงานและความสามารถที่เกิดขึ้นในอดีต รวมทั้งกิจกรรม พฤติกรรม และสิ่งต่างๆ ที่ทำขึ้นในอดีตนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อำนาจจากศรัทธา บารมี และความเคารพ

อย่างไรก็ดีคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ อำนาจนั้นสามารถหาซื้อได้หรือไม่? และถ้าอาศัยการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ดีๆ จะนำไปสู่การมีอำนาจหรือไม่? ตามหลักวิชาการแล้ว เงินและการสร้างภาพลักษณ์ไม่ควรจะนำไปสู่อำนาจ แต่ในทางปฏิบัติแล้วเราจะเห็นตัวอย่างมากมายว่าเงินนำไปสู่อำนาจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ไม่มี หรือ ถ้ามีการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ดีๆ ก็จะทำให้คนเข้าใจและรับรู้ว่ามีผลงานในอดีตที่ดี ซึ่งก็จะนำไปสู่อำนาจที่เกิดจากบารมีได้ในที่สุด อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าอำนาจที่เกิดขึ้นจากการซื้อ และการสร้างภาพลักษณ์นั้นไม่ยั่งยืน อำนาจที่จะมีความยั่งยืน ควรจะมาจากความศรัทธา จากบารมี และจากความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ผู้นำจะต้องแสวงหาและพัฒนา

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

งูฉกแบบนี้ได้ไง...

ทำไมคนเราถึงแก่......

ทำไมคนเราถึงแก่
มีมากมายหลายวิธีที่คุณจะสามารถบอกเล่าทฤษฎีที่เกี่ยวกับอายุได้ แต่ที่ได้รับการยอมรับและกล่าวถึงมากที่สุด มีแค่ 3 ทฤษฎีเท่านั้น
The Genetic Theory: ทฤษฎีหลักพันธุศาสตร์ซึ่งแม้นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายว่า อะไรเป็นตัวแปรทำให้คนดูแตกต่างกันแม้ว่าจะมีอายุเท่ากัน แต่ที่หลักพันธุศาสตร์สามารถยืนยันได้ก็คือ เด็กที่เกิดจากพ่อแม่อายุยืน ก็มักมีอายุยืนยาวนานเหมือนกับพ่อแม่ด้วย รวมทั้งผู้หญิงมักมีอายุยืนกว่าผู้ชาย
The Free Redical Theory: ทฤษฎีอนุมูลอิสระทุกวันนี้มีคนทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสารต่อต้านอนุมูลอิสระมามาก ด้วยการใช้สารต่อต้านแอนตี้ออกซิแดนต์(คล้ายวิตามินอีและดี)เพื่อป้องกันก่อนที่สารดังกล่าวเข้ามาทำร้ายเซลล์ของเรา ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Jeffery Blumberg of Nutrition at Tulfts Univesity กล่าวว่าร่างกายของเราเองก็สามารถสร้างเอนไซม์ผลิตสารต้านอนุมูลอิสระให้ลดน้อยลงไปได้เหมือนกัน แต่อาหารก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเราเสื่อมลงได้ เพราะเดี๋ยวนี้การอดอาหารหรือแม้แต่กินอาหารแบบไม่บันยะบันยัง เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไปโรคต่างๆจะถามหาได้ เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ การเสื่อมของเม็ดสี พาร์กินสัน และอนุมูลอิสระยังโจมตีคอลลาเจนและอิลาสติน ที่เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อ จนทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นบนผิวได้
The Hormonal Theory: ทฤษฎีฮอร์โมน เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง วัยหมดประจำเดือน โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ ฯลฯ เกิดขึ้นเพราะระดับของฮอร์โมนลดลง มักเกิดขึ้นกับคนวัย 30 ขึ้นไป และยิ่งใช้ชีวิตรีบเร่ง คุณก็จะแก่เร็วยิ่งขึ้นอีก

น้ำผลไม้ที่ควรดื่ม ตามกรุ๊ปเลือด


คนเลือดกรุ๊ปโอ

ส่วนมากจะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป เพราะจะย่อยยาก เสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอคือ

• น้ำสับปะรด

• น้ำลูกพรุน แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอปเปิล น้ำส้ม น้ำกะหล่ำปลี


เลือดกรุ๊ปเอ

เรียกว่าตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติและควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป เช่น

• ไส้กรอก

• แฮม เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร

เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอก็คือ

• น้ำแอปพริคอต

• น้ำแคร์รอต

• น้ำเซเลอรี

• น้ำเกรปฟรุต

• น้ำสับปะรด

• น้ำมะนาว เพราะมี วิตามินซีสูง แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำมะละกอ และน้ำมะเขือเทศ


เลือดกรุ๊ปบี

เป็นกรุ๊ปเลือดที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงควรกินอาหารจำพวก

• ผักใบเขียว

• ตับ

• ไข่

• นมไขมันต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ

• น้ำกะหล่ำปลี

• น้ำแครนเบอร์รี่

• น้ำองุ่น

• น้ำมะละกอ

• น้ำสับปะรด เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะ แต่ให้ระวังการดื่มน้ำมะเขือเทศ


เลือดกรุ๊ปเอบี

คนเลือดกรุ๊ปนี้ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น

• บร็อกโคลี่

• เชอร์รี่

• ส้มโอ

• เกรปฟรุต

• กะหล่ำปลี

• และดื่มน้ำแคร์รอต

• น้ำเซเลอรี

•น้ำแครนเบอร์รี่

• น้ำองุ่น

น้ำมะละกอ เพราะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้มเพราะทำให้ย่อยยาก